You are here:  
แสวงหา PDF พิมพ์ อีเมล
SHARE STORY:
Digg
 

การหาความหมายและคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้อย่างไม่รู้จบ


ดวงอาทิตย์จ้าฉานขึ้นทางทิศตะวันออก และอับแสงลงในทางทิศตะวันตก บ่งบอกถึงการดำเนินไปของวันเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นและจบลง เกิดขึ้นและจบลงอยู่เป็นนิจ หากจะเปรียบกับชีวิตของคนเรามันก็คงเป็นชีวิตที่ราบเรียบไม่หวือหวาอะไร หรือจะกล่าวให้ชัดไปกว่านั้นก็คือ เป็นชีวิตที่แอบอิงอยู่กับความเป็นคนที่สุด เกิด แก่ เจ็บ และตาย หรือ กิน ขี้ สืบพันธุ์ และนอน แต่สำหรับผู้ที่ไขว่คว้าหาชีวิตที่สูงกว่าการเกิดเป็นเพียงแค่คน แต่ยกระดับจิตใจให้ใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์นั้น ชีวิตที่อยู่ไปวันๆ จึงไม่ใช่จุดหมายอย่างแน่แท้

การหาความหมายและคุณค่าของการเกิดเป็นมนุษย์เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้อย่างไม่รู้จบ ทฤษฎีเกี่ยวกับมานุษยวิทยา สังคมวิทยา ปรัชญา แม้แต่นิยายหรือบทกวี ก็มีแง่มุมที่จะอธิบายความหมายและคุณค่าของมนุษย์แตกต่างกันไป แต่สำหรับบันทึกเรื่องนี้ไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการหรือทฤษฎีที่เป็นศาสตร์ทั้งหลาย แต่พยายามที่จะนำเอาประสบการณ์และโลกของอุดมคติ ซึ่งบางคนอาจเรียกมันว่า “ความเพ้อฝัน” มาปรับเข้าด้วยกัน และสรุปรวบยอดแบบที่ไม่ต้องอาศัยหลักวิชาใดๆ

ความหมายและคุณค่าของมนุษย์ที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ ความหมายและคุณค่าของมนุษย์ในฐานะที่เป็นนิสิตนักศึกษา หากจะย้อนกลับไปราวปี พ.ศ. 2500 จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2511 ประเทศไทยในยุคนั้นถูกเรียกว่า “ยุคสายลมแสงแดด” ชื่อเรียกนั้นบ่งบอกได้ถึงบรรยากาศแบบสบายๆ กินลมชมทะเลประมาณนั้น อย่างไรก็ตาม ความหมายที่แท้จริงของยุคสายลมแสงแดดกลับตอกย้ำภาพลักษณ์ของนิสิตนักศึกษาในยุคนั้นว่ามีแต่ความหลงระเริง เตร็ดเตร่ รื่นเริงกับงานเลี้ยงงานสังสรรค์ มุ่งเน้นแต่ความรื่นรมย์จนลืมที่จะหันกลับมาดูสภาพสังคมที่ยังประสบปัญหาอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ภาพเหล่านั้นถูกสะท้อนผ่านวรรคทองอมตะของบทกวีเรื่อง “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” โดยวิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในขณะนั้น ซึ่งวรรคทองของบทกวีดังกล่าวเขียนไว้ว่า “ฉันเยาว์ฉันเขลาฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว” กลอนบทนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้พลังของนิสิตนักศึกษาได้ฟื้นคืนอีกครั้งหนึ่ง การเริ่มกิจกรรมออกค่ายต่างจังหวัดเริ่มได้รับความสนใจและขยายไปในวงกว้าง นิสิตนักศึกษาแลเห็นถึงสภาพความยากไร้ที่เกลื่อนกล่นเต็มสังคม ความไม่ยุติธรรม ความไม่เสมอภาค สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมนิสิตนักศึกษาให้มีอุดมการณ์ที่มุ่งอุทิศตนเพื่อส่วนรวม ยุคหลังปี พ.ศ. 2511 จึงได้รับการขนานนามว่า “ยุคแสวงหา” เพราะนิสิตนักศึกษาเริ่มค้นหาความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของการเกิดเป็นมนุษย์ว่า แท้แล้วมนุษย์ไม่ใช่เพียงกิน ขี้ สืบพันธุ์ แล้วก็นอน หรือเพียงแค่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่านั้น แต่มีควรมีสาระและประโยชน์อื่นที่สอดแทรกอยู่ในทุกช่วงตอนของลมหายใจ

หลังจากการเริ่มต้นยุคแสวงหา พลังนิสิตนักศึกษากลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถแปรเปลี่ยนสังคมในวงกว้าง ได้แก่ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 การโค่นล้มและขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร อย่างไรก็ดี ภายหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 นิสิตนักศึกษาส่วนหนึ่งได้เข้าป่าเพื่อหลีกหนีการถูกจับกุมจากเจ้าหน้าที่รัฐ และภายหลังเหตุการณ์ครั้งนั้นเอง พลังนิสิตนักศึกษาก็ได้ซบเซาจนเรียกได้ว่าพลังนิสิตนักศึกษาได้มอดลงแล้วด้วยซ้ำ

ผ่านปี พ.ศ. 2519 มานานมากจนถึงปัจจุบัน สังคมได้ขนานนามยุคนี้ว่า “ยุคสายลมแสงแดด 2” มันเป็นการกลับมาของวัฒนธรรมการใช้ชีวิตแบบดั้งเดิมของนิสิตนักศึกษา กล่าวคือ ไม่มีแก่นสาร อยู่ไปวันๆ ไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับปัญหาของสังคม ภาพของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ค่อนไปทางเที่ยวเล่น เตร็ดเตร่ตามผับบาร์ เดินห้างสรรพสินค้า อาจทันสมัยกว่ายุคสายลมแสงแดดภาค 1 ก็ตรงที่มีเทคโนโลยีเข้ามาประกอบการใช้ชีวิต เกมส์และเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นหนึ่งในลมหายใจเข้าออกของนิสิตนักศึกษายุคปัจจุบัน

สิ่งที่ได้สูญหายไปพร้อมกับวันเวลาก็คือ อุดมการณ์ที่มุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อส่วนรวม ซึ่งมันได้ค่อยๆ หายไป จนถึงช่วงเวลาหนึ่งที่คนรุ่นหลังคิดไปว่า อุดมการณ์ดังกล่าวมันไม่เคยเกิดหรือมีขึ้นเลยในสังคมมหาวิทยาลัย เรื่องที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องที่น่าสลด แต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว

การสร้างความหมายและคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ของนิสิตนักศึกษาในปัจจุบัน จึงต้องอาศัยการปลูกฝังความคิดเสียตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย ค่อยๆ ชี้ทางที่ถูกควรให้แก่เขา การปลูกฝังแนวคิดอุดมการณ์สามารถกระทำผ่านรูปแบบของกิจกรรมแต่ละประเภท โดยให้นิสิตนักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมตลอดจนเป็นผู้ลงมือทำ แนวคิดเหล่านี้จึงต้องสร้างเสริมทีละเล็กทีละน้อย เราไม่สามารถปลูกฝังอุดมการณ์ให้นิสิตนักศึกษาได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยใช้เวลาเพียงวันสองวัน แต่สิ่งเล็กๆ ที่เราติด-ต่อ-ก่อ-เสริม ในวันนี้ มันจะค่อยๆ เพิ่มพูนเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า

ความหมายและคุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์ในฐานะของนิสิตนักศึกษา อาจเกิดได้ด้วยการไม่ลืมที่จะหันกลับไปมองปัญหาของสังคม และมันจะเติมเต็มคุณค่าชีวิตได้อย่างสมบูรณ์หากไม่เพียงชะเง้อคอมองเท่านั้น แต่ต้องร่วมลงมือแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วย

ความสำคัญของวันเวลาไม่ได้อยู่ที่พระอาทิตย์จะจ้าฉานขึ้นทางทิศตะวันออก หรืออับแสงตกลงในทางทิศตะวันตก แต่มันอยู่ที่ช่วงเวลาระหว่างนั้นต่างหากว่าได้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งดีงามอะไรขึ้นบ้างในสังคมของเรา


**.. เช่นรวีโชติ ..**

เกรียงไกร รอบรู้

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Thank Photo By
geograph

 
About Yamuu | site map | board